เมกะเทรนด์ มาแรง “คลาวด์”

ครั้งที่แล้วผมได้พูดถึง บิ๊กดาต้า ในครั้งนี้ผมจะเล่าถึงเมกะเทรนด์ที่มาแรงไม่แพ้กัน คือ “คลาวด์” ว่าเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นอย่างไร ทั้งในไทยและต่างประเทศ ในภาคธุรกิจองค์กรล้วนให้ความสนใจลงทุนเรื่องคลาวด์กันมากขึ้น ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย และประหยัดต้นทุน ด้วยคุณสมบัติเด่นของคลาวด์ที่ลูกค้าองค์กรไม่ต้องยุ่งยาก ผู้ให้บริการ cloud computingพร้อมให้บริการ ทั้งการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ด้วยระบบที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย เป็นที่มาของการพัฒนาบริการใหม่"Anything-as-a-service (XaaS)" เพื่อตอบโจทย์เป็นบริการได้แบบออนดีมานด์         

คอนเซ็ปต์ของ XaaS ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะเวลาที่เรามีสินค้านั้นแล้วไม่ได้ใช้งาน นำมาต่อยอดเป็นสินค้า และบริการ สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้น เปลี่ยนบทบาทจากผู้บริโภคเป็นผู้ให้บริการ หรือเปลี่ยนจากผู้ใช้-ผู้ซื้อ เป็นผู้ให้เช่า-ให้ยืมได้ ทุกวันนี้ เราจึงเห็นเทรนด์การ "แชร์" สิ่งของที่มีอยู่ให้กับผู้ต้องการในตลาด โดยมีคลาวด์เป็นระบบพื้นฐานหลังบ้าน 

ตัวอย่าง บริการแชร์รถ Flight Car บริการรถยนต์สำหรับนักท่องเที่ยวในสหรัฐฯ โดยผู้ให้เช่าอย่างผู้ที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ สามารถนำรถฝากไว้กับ Flight Car เพื่อปล่อยเช่าให้กับผู้สนใจ หรือนักท่องเที่ยว นำไปใช้งานได้โดยที่ตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจอดรถที่สนามบิน บริการจองสถานที่จอดรถ JustPark ในลอนดอน ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ต้องการหาสถานที่จอดรถ และผู้ที่มีสถานที่สำหรับจอดรถ ไม่ว่าจะเป็น ลานจอดรถ โรงเรียน โบสถ์ ผับ มาเจอกันบนเว็บไซต์ โดยเสนอราคาค่าบริการที่ถูกกว่าสถานที่จอดรถแบบให้บริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ในบ้านเราจะมีบริการแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้น 

บริการแชร์ WiFi ของผู้ให้บริการ Fon ในยุโรป คอนเซ็ปต์ คือ สมาชิกจ่ายเงินติดตั้งเราท์เตอร์ของ Fon ซึ่งจะแชร์ไวไฟส่วนหนึ่งของตัวเองให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ให้สามารถเข้ามาใช้งานไวไฟของตนได้ แลกเปลี่ยนกับการใช้ไวไฟจากเครือข่ายของสมาชิก Fon ได้ฟรีทั่วโลก ปัจจุบัน Fon มีจำนวน WiFi ฮอตสปอตมากกว่า 15 ล้านจุดทั่วยุโรป 

จะเห็นว่า จากพื้นฐานเรื่องคลาวด์ สามารถนำมาพัฒนาเป็นบริการรูปแบบหลากหลายสร้างเป็นรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนทำธุรกิจจำนวนมหาศาลอีกต่อไป  

 กลับมามองในประเทศไทย ผลสำรวจของสถาบัน IMC หัวข้อ "ความพร้อมด้านคลาวด์คอมพิวติ้งของหน่วยงานในประเทศไทย ปี 2016” (Cloud Computing in Thailand Readiness Survey) ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก พบว่าบริษัทต่างๆ ในประเทศไทยจะเริ่มมีการใช้คลาวด์คอมพิวติ้งอย่างเต็มที่ในปีนี้ โดยมีบริษัทจำนวน 55% ของบริษัทที่สำรวจ ใช้คลาวด์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น Infrastructure as a Services (IaaS) Platform as a Services (PaaS) และ Software as a Service (SaaS)   

รูปแบบคลาวด์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยมากที่สุด คือ SaaS บริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น Facebook , Gmail, Dropbox  ที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ ขณะที่ในด้านองค์กร SaaS ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะความคุ้มค่าในระยะยาว ช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กรด้วยการจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง ใช้งานได้ทันที แทนการซื้อซอฟต์แวร์แบบไลเซนส์แบบเดิม ทุกวันนี้ SaaS จึงถูกใช้เกือบทุกแผนก เช่น แอพพลิเคชั่นด้านบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล บันทึกเวลาเข้าออกของพนักงาน จ่ายเงินเดือน แอพพลิเคชั่นบริการลูกค้าสัมพันธ์ แอพพลิเคชั่นด้านบัญชี หรือแม้แต่ภาครัฐเองได้พัฒนาซอฟต์แวร์ออนไลน์ภาครัฐ Government Software as a Service (G-SaaS) ให้ราชการไทยใช้ซอฟต์แวร์ผ่านระบบคลาวด์ เชื่อมต่อการทำงานของโปรแกรม ข้อมูล และเครือข่ายเป็นอันเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีของภาครัฐในการผลักดันคลาวด์ระดับประเทศให้เกิดขึ้น 

สำหรับบริการ XaaS ในประเทศไทย คลาวด์เปิดทางให้กับนักพัฒนาแอพพลิเคชั่น แจ้งเกิดแอพพลิเคชั่นบริการรูปแบบ XaaS จึงเป็นยุคโอกาสทองของ สตาร์ทอัพ ระดับหัวกระทิ หาช่องทางให้บริการใหม่ๆ ต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งผมคาดว่าอีกไม่นานนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นของไทยจำนวนไม่น้อยจะกลายเป็น “คลื่นลูกใหม่” ที่ประสบความสำเร็จให้เราชื่นชม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ