เมกะเทรนด์มาแรง “ไอโอที”

เมกะเทรนด์สุดท้ายที่ผมจะพูดถึง คือ Internet of Thing (IoT) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกดิจิทัลถูกเชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ต  โดยมีหัวใจสำคัญของบริการ IoT คือ ระบบเซ็นเซอร์ และเครือข่ายไร้สาย พัฒนาจนเกิดเป็นสินค้าและบริการในรูปแบบ "สมาร์ท" ต่างๆ องค์กรสามารถนำประโยชน์จากการเชื่อมต่อสิ่งต่างๆ มาสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ลูกค้า สร้างมูลค่าเพิ่มทางธุกิจพร้อมกับเปิดโอกาสใหม่ในการเข้าถึงความต้องการของ คอนซูเมอร์  

ขณะเดียวกัน นักการตลาดต่างหยิบไอเดียใส่เพิ่มเติมจากไอโอทีนำมาพัฒนาเป็นแคมเปญการตลาด สร้างความน่าตื่นเต้นน่าสนใจ ดึงดูดลูกค้าให้เกิดความแตกต่างในสินค้า หรือสร้างการจดจำแบรนด์ได้

ผู้พัฒนาหลอดไฟเก่าแก่อย่าง Philips พัฒนาหลอดไฟที่ให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมแสงไฟได้เองเมื่อใช้สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต โดยผู้ใช้งานอาจจะตั้งโปรแกรมหลอดไฟให้สลัวในตอนกลางคืนได้ และยังมีโปรแกรมเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการวิดีโอออนไลน์Netflix เพื่อเปลี่ยนแสงไฟตามโทนสีของภาพยนต์ที่ฉายได้ เป็นการสร้างประสบการณ์ในการชมภาพยนต์อีกรูปแบบหนึ่ง

ฟากของแฟชั่นก็ไม่น้อยหน้า เมื่อ ราฟ ลอเรน ดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลกได้พัฒนาเสื้อผ้าโปโล ให้กับนักกีฬาที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การใช้พลังงานความเคลื่อนไหวต่างๆ เช่นเดียวกับบริษัท ผู้พัฒนาอุปกรณ์กีฬาเทนนิส แบดมินตัน ในฝรั่งเศส พัฒนาสินค้าที่ติดระบบเซ็นเซอร์เชื่อมต่อเข้ากับไม้เทนนิส ช่วยให้นักกีฬาติดตามความเคลื่อนไหวของลูกบอล วิเคราะห์ความเร็วการหมุนของลูก และ เป้าหมายที่ลูกพุ่งชนเพื่อพัฒนาเกมส์ได้ 

แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดัง ลอรีอัลพัฒนาแคมเปญการตลาดที่น่าสนใจ โดยใช้สติกเกอร์ไฮเทคฝังเซ็นเซอร์แบบบางเฉียบโปร่งแสง ขนาด 1 ตารางนิ้ว ตรวจจับรังสียูวี เรียกว่า "My UV Patch" ติดไว้ที่ผิวหนังของผู้ใช้งาน เมื่อสติกเกอร์เปลี่ยนสีจะทำให้ผู้ใช้งานทราบทันที ว่าผิวของตนถูกแสงแดดทำร้ายเกินไปหรือไม่ และลอรีอัลได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ผู้ใช้งานอ่านค่ารังสียูวีจากกล้องบนสมาร์ทโฟนซึ่งมีระบบวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงและรายงานข้อมูลผลกระทบจากผิวที่ได้รับจากรังสียูวี

การใช้ไอโอทียังถูกนำมาทำประโยชน์ในระดับพัฒนาเมือง สร้างสังคมน่าอยู่อีกด้วยเช่น Alarm.com พัฒนาบ้านอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ ส่งข้อมูลให้แบบเรียลไทม์จากบ้าน คอนโด เพื่อดูแลความปลอดภัย มอนิเตอร์ ซึ่งจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนบอกคนในครอบครัว ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต เมื่อผู้สูงอายุเกิดเหตุภัยขึ้น Smart belly ถังขยะจำกัดของเสียที่มีระบบมอนิเตอร์ ทราบปริมาณขยะแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปบริหารจัดการต่อได้ 

ในประเทศไทยมีนโยบายสร้างสังคม เศรษฐกิจ ดิจิทัล ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มผลักดันให้สมาร์ทซิตี้ หรือ เมืองอัจฉริยะให้เกิดขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากไอโอที เช่น เมืองแสนสุข พัฒนาระบบบริหารจัดการเมืองสร้างเป็นสมาร์ทซิตี้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งรัฐบาลและเอกชน เริ่มจากการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในเมืองด้วยการติดป้ายสัญญาณเซ็นเซอร์บน wrist band สวมใส่ข้อมือผู้สูงอายุ เพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ และใช้กดเพื่อเรียกขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานทางการแพทย์ในเทศบาล และกำลังพัฒนาให้มีเซนเซอร์ส่งข้อมูลสัญญาณสุขภาพของผู้สวมใส่ไปยังโรงพยาบาลด้วย

IoT จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ได้เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน สังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เป็นอีกหนึ่งเมกะเทรนด์สำคัญซึ่งนักการตลาด หน่วยงานภาครัฐ ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถดึงประโยชน์เพื่อสร้างความแตกต่าง พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเสนอบริการซึ่งเป็น “ที่สุด” ให้กับทุกคนได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ