เมื่อ Amazon Web Services (AWS) เปลี่ยนโลกไอที

AWS เป็นบริษัทลูกของ Amazon เป็นผู้ให้บริการ Cloud ที่เป็น Infrastructure as a Service (IaaS) ที่มีรายได้ต่อปีหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2013 มีรายได้ประมาณ 3.800 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการคาดการณ์ว่าถ้ารวมมูลค่าการบริการ Cloud ให้กับภายในบริษัทแม่ (Amazon) อาจสูงถึง 19 -30 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่ารายได้ในปีนี้จะโตขึ้นเป็น 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังแสดงในรูปที่  1 

รูปที่ 1 การประมาณการรายได้ของบริษัท Amazon Web Services

แต่เมื่อรายได้เทียบกับบริษัทแม่ Amazon ที่มีสูงถึง 74.4 พันล้านเหรียญสหรัฐแล้วนั้น AWS ถือว่ายังเล็กกว่ามาก ถ้ากล่าวถึงการจัดอันดับผู้ให้บริการ Cloud IaaS ทาง Gartner ได้จัดให้ AWS เป็นผู้ให้บริการที่อยู่ใน Top Quadrant ดังแสดงในรูปที่ 2 นำหน้ารายอื่นๆ พอสมควร เพราะมี Service ต่างๆ ที่หลากหลายกว่า และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีมาก

รูปที่ 2 Magic Quadrant ของ Gartner ด้าน Cloud IaaS

AWS มีจำนวนเครื่อง Server จำนวนมาก ทั้งนี้เคยมีรายงานจาก United Nations เรื่อง Information Economy Report 2013  ประมาณการว่า Amazon น่าจะมี Server ประมาณ 250,000 เครื่องในปี  2012 และเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีนักวิจัยจาก Accenture คาดการว่า AWS น่าจะมี Server ประมาณ 454,000 เครื่อง จากข้อมูลของ AWS ระบุว่ามี Region ที่ตั้ง Data Center อยู่ 11 แห่งทั่วโลก โดย 4 แห่ง อยู่ในสหรัฐอเมริการ ทั้งนี้มีแห่งหนึ่งให้ใช้เฉพาะรัฐบาลอเมริกา มีในยุโรป 2 แห่ง โดยเมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งประกาศ Region แห่งใหม่ในประเทศเยอรมัน ในอเมริกาใต้มี 1 แห่งในบราซิล และมีอีก 4 แห่งในเอเซีย-แปซิฟิก ที่รวมทั้งในประเทศจีน ซึ่งกำหนดการใช้งานโดยรัฐบาลจีน Region ที่ใกล้บ้านเรามากที่สุด คือ อยู่ในประเทศสิงคโปร์ AWS กำหนดให้ในแต่ละ Region ต้องมี Availability Zone (AZ) อย่างน้อยสองแห่ง  ซึ่งแต่ละ AZ เป็น Cluster ของ Data Center อยู่กันคนละที่ตั้ง ใช้ Power Supply ต่างกัน การเดินสาย Network ที่ต่างกัน ดังนั้น แม้จะเกิดภัยวิบัติใน AZ แห่งหนึ่ง ก็อาจจะไม่กระทบ AZ อีกแห่งหนึ่ง ทำให้ระบบของ AWS มีความเสถียรมากพอควร นอกจากนี้ AWS ยังมี Edge Location สำหรับที่ช่วยลด Latency และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงระบบอีก 52 แห่ง

รูปที่ 3 ตำแหน่งที่ตั้ง Regionและ  Edge Location ของ AWS [ยังไม่รวมที่ประเทศเยอรมัน]

AWS ได้เปลี่ยนแปลงการทำงานของคนไอทีอย่างมากมาย และกำลังทำให้โลกของการพัฒนาระบบไอทีเปลี่ยนไป ถ้าเราแค่ว่าจะหา Server มาใช้งานซักตัว การใช้ผู้ให้บริการ Cloud อย่าง AWS กับผู้ให้บริการรายอื่นๆ หรือแค่การทำ Virtualization ย่อมไม่ต่างกันมากนัก บางทีอาจแทบจะไม่ต่างกับแบบ on premise ที่จัดหา Server มาใช้งานเองด้วยซ้ำไป แต่ถ้าคำนึงถึงระบบความปลอดภัย ความเสถียรของระบบ การทำ Auto - Scability หรือสถาปัตยกรรมที่ดีสำหรับระบบ Server แล้วระบบ  Cloud IaaS ของ AWS ต่างกับผู้ให้บริการ Cloud รายเล็กอย่างมาก และยิ่งเห็นความแตกต่างเมื่อผู้ให้บริการ Cloud อย่าง AWS มีระบบ Portal ที่เป็น self service ที่ช่วยให้เรา config ระบบต่างๆ ได้เอง โดยไม่ใช่เป็นเพียงผู้ให้บริการ Cloud ที่เพียงจัดหา Server ให้เราใช้แล้วต้องผ่าน Call Center ที่คอยมา config เครื่อง Server ให้เราบางเครื่อง แล้วเราไม่สามารถบริหารจัดการได้เอง

รูปที่ 4 ตัวอย่างของ  Web Application Hosting Architecture โดยใช้  AWS

การเรียนหลักสูตร  Architecturing on AWS  ทำให้เราสามารถสร้างระบบ Server ที่มีสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ดังตัวอย่างของ Web Application Hosting Architecture ในรูปที่ 4 นี้ได้ ซึ่งถ้าเป็นแต่เดิมผมบอกได้เลยว่าการเรียนเพื่อที่จะสร้างระบบ Server ขนาดใหญ่แบบนี้และต้องมา config ระบบจำนวนมากอย่างนี้ โดยได้ปฎิบัติจริงในห้องเรียนแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเราต้องหาระบบ Hardware จำนวนมากมาทดลอง และต้องมาทำงานจริงๆใน Data Center ที่ต้องมีเครื่องนับสิบเครื่อง แต่ AWS ได้เปลี่ยนโลกของไอที ในหลักสูตรสี่วันที่ผมไปเรียนทำให้ผมสามารถสร้างระบบแบบนี้ได้ ข้อสำคัญระบบที่สร้างขึ้นเป็นระบบที่ใช้งานได้จริงๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://thanachart.org/2014/11/08/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-amazon-web-services-aws-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5/