รู้จัก Blockchain เบื้องต้นฉบับคนทั่วไปเข้าใจง่าย อ่านได้ใน 5 นาที

Blockchain กลายเป็นเทคโนโลยีที่เริ่มเป็นที่พูดถึงให้ได้ยินกันบ่อยๆ และหลังจากนี้ก็คงจะเป็นคำที่ได้ยินกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นเทคโนโลยีที่น่าจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราทุกคน ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอเขียนสรุปเทคโนโลยี Blockchain ฉบับคนทั่วไปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

ทั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai ก็ต้องขอแจ้งเอาไว้ก่อนเลยว่าวัตถุประสงค์ของบทความนี้คือ เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ทำความรู้จักกับ Blockchain ดังนั้น ในบทความนี้เราจะตัดศัพท์เทคนิค และเนื้อหาเชิงลึกของ Blockchain ออกไปพอสมควร และอาจมีปรับเนื้อหาบางส่วนให้เข้าใจง่ายเป็นหลัก เพื่อให้พอเห็นภาพของเทคโนโลยี และประโยชน์ของมันเป็นหลักครับ ดังนั้น เนื้อหาก็อาจจะไม่ถูกต้องครบถ้วน 100% นัก และอาจขัดใจกับสายเทคนิคบ้างเหมือนกัน ดังนั้น ใครที่สนใจเพิ่มเติมในเชิงลึกกว่านี้แนะนำให้หาเนื้อหาฉบับเต็มอ่านเพิ่มเติมได้เลยครับผม

เมื่อก่อนและปัจจุบัน การทำธุรกรรมต้องมีตัวกลาง

ก่อนอื่นเราต้องพูดถึงประเด็นเรื่องตัวกลางกันก่อนเลย เพราะนี่คือสิ่งที่ Blockchain ได้เข้ามามีบทบาทสูงสุดแล้ว

โดยทั่วไปแล้ว การทำธุรกรรมหรือสัญญาใดๆ ระหว่างคนหรือองค์กร 2 ฝ่ายนั้น ที่ผ่านมาต้องมีตัวกลางซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของคนหรือองค์กรเข้ามาในฐานะบุคคลภายนอกที่จะมาเป็นพยานยืนยันถึงการมีตัวตนของธุรกรรมหรือสัญญานั้นๆ เผื่อถ้าหากวันหนึ่งมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดสัญญาหรือธุรกรรมนั้นๆ ก็จะได้มีตัวกลางนี้มาช่วยในการยืนยันให้ได้นั่นเอง ตัวอย่างของตัวกลางที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ธนาคาร ที่เป็นตัวกลางทางด้านการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ มาโดยตลอด แต่การมีตัวกลางนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจการเงินเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงทุกๆ ธุรกิจทุกรูปแบบ

ประเด็นเรื่องการทำธุรกรรม หรือสัญญานี้ หากมองจากมุมเทคโนโลยีแล้ว ที่ผ่านมานั้นองค์กรต่างๆ มักมีการจัดเก็บเอกสารสัญญา หรือข้อมูลธุรกรรมในรูปแบบของข้อมูล Digital ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือบันทึกลงไปยังฐานข้อมูล (Database) ก็ตาม และแต่ละฝ่ายที่ทำธุรกรรมหรือสัญญาร่วมกันนั้นต่างก็ต้องเก็บข้อมูลในฝั่งตัวเองเอาไว้ แต่เนื่องจากว่าเทคโนโลยีเดิมๆ นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันว่าข้อมูลที่ถูกจัดเก็บระหว่างคนหรือองค์กร 2 ฝ่ายที่ทำธุรกรรมนั้นจะต้องถูกต้องเหมือนกันเสมอ และมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจมีการแก้ไขข้อมูลในฝั่งของตัวเอง ดังนั้นคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางก็ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้้เอาไว้เพื่อให้สอบเทียบกันได้ในภายหลัง

 

Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่จะมาแทนตัวกลางเหล่านี้

จริงๆ แล้ว Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีรายละเอียดเชิงลึกเยอะพอสมควร แต่เพื่อให้บทความนี้เข้าใจง่ายที่สุด เราจึงขอตัดเฉพาะความสามารถเด่นๆ ที่คนทั่วไปควรทราบมานำเสนอเหลือเพียงดังนี้

  1. ทุกๆ ข้อมูลที่มีการบันทึกลงไปใน Blockchain นั้นจะไม่สามารถถูกลบออกไปได้ และสามารถติดตามลำดับการบันทึกข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดได้อย่างโปร่งใส
  2. ข้อมูลภายใน Blockchain นี้จะถูกกระจายไปจัดเก็บบน Hardware หลายๆ เครื่องซึ่งเราจะเรียก Hardware แต่ละชุดนี้ว่า Node โดยจะมีการรับประกันว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเหมือนกันทั้งหมด ซึ่ง Node เหล่านี้จะเก็บเอาไว้ในองค์กรเดียวกัน หรือกระจายช่วยกันเก็บในหลายองค์กรก็ได้เช่นกัน
  3. การบันทึกข้อมูลใดๆ ลงไปใน Blockchain นั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบ และยืนยันจาก Node อื่นๆ ตามเงื่อนไขการตรวจสอบที่กำหนด ก่อนที่จะมีการบันทึกข้อมูลเหล่านั้นเข้าระบบและกระจายให้ Node ต่างๆ บันทีกข้อมูลชุดเดียวกันลงไป เพื่อให้สามารถปรับใช้งานได้ตามความต้องการ
  4. รองรับการเข้ารหัสสำหรับข้อมูลแต่ละชุดได้ ดังนั้นถึงแม้ข้อมูลของเราจะถูกกระจายไปยัง Node อื่นๆ และอาจถูกบางคนมองเห็น แต่คนอื่นๆ ก็จะไม่สามารถถอดรหัสข้อความของเราได้ นอกจากตัวเราเอง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านี้ที่เราอนุญาตให้เข้าถึงได้เท่านั้น

เมื่อนำความสามารถหลักๆ เหล่านี้เข้ามาประกอบกัน เราก็จะได้ “ระบบที่มีความน่าเชื่อถือสูงและมีความโปร่งใส” เพื่อใช้ “ทดแทนตัวกลางในการทำธุรกรรมหรือสัญญาใดๆ” ได้ทันที เพราะเรามั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกลงไปในระบบของ Blockchain นี้จะถูกต้องเสมอ (ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะบันทึกข้อมูลลงไปผิดเองแต่แรก) ไม่มีการถูกปลอมแปลงเด็ดขาด และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมหรือสัญญาก็จะเห็นข้อมูลนี้เป็นชุดเดียวกันอย่างแน่นอน

ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ระบบ Database เดิมๆ นั้นยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ดีนักในเชิงธุรกิจ และทำให้ Blockchain นั้นกลายเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากในเวลานี้

 

ประโยชน์ของ Blockchain มีดังนี้

  1. มีความโปร่งใสสูง สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จากทุกฝ่าย
  2. ไม่สามารถเกิดการทุจริตได้ เพราะข้อมูลไม่สามารถถูกปลอมแปลงได้
  3. เมื่อธุรกรรม หรือสัญญาถูกจัดเก็บในรูปของข้อมูล การนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลเพื่อบังคับให้ทำตามสัญญา หรือธุรกรรมต่างๆ เหล่านั้นก็สามารถทำได้โดยอัตโนมัติ และยังนำไปประยุกต์ใช้รูปแบบอื่น เช่น การแจ้งเตือนเมื่อสัญญากำลังจะหมดอายุได้ เป็นต้น
  4. เมื่อการทำธุรกรรม หรือสัญญาเหล่านี้ไม่ต้องมีตัวกลาง ก็จะสามารถประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายลงไปได้อีกมาก

ดังนั้น เรียกได้ว่า Blockchain นั้นจึงนำมาประยุกต์ใช้ทำอะไรได้หลากหลายมาก ถ้าหากสิ่งเหล่านั้นต้องการ “ความโปร่งใส” และ “ความน่าเชื่อถือ” นั่นเอง (จริงๆ แล้ว Blockchain ยังมีประโยชน์อีกมากกว่านี้ครับ แต่เราอาจต้องลงลึกถึงเทคโนโลยีของ Blockchain กันเกินไปกว่านี้เลยไม่ได้เขียนถึง)

 

จะนำ Blockchain ไปใช้งานต้องทำอะไรบ้าง?

เนื่องจาก Blockchain นี้เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลเท่านั้น ดังนั้น ในการนำ Blockchain ไปใช้งานก็ต้องมีการพัฒนา Application ขึ้นมาทำงานร่วมกับ Blockchain อีกทีหนึ่ง เพื่อทำการจัดเก็บข้อมูลที่เราต้องการให้มีความโปร่งใส และน่าเชื่อถือในระบบของ Blockchain และเปิดให้ผู้ใช้งานคนอื่นๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลภายใน Blockchain หรือบันทึกข้อมูลลงไปยังระบบของ Blockchain ได้อย่างง่ายดาย

 

ตัวอย่างการนำ Blockchain ไปใช้งานที่เกิดขึ้นจริงแล้ว มีดังนี้

  1. ใช้งานในธุรกิจที่มีการทำธุรกรรม หรือสัญญาเป็นหลัก เช่น การเงิน, การทำประกัน โดยสามารถใช้งานแทนเอกสารในรูปแบบเดิมๆ ได้เลย
  2. ใช้งานในธุรกิจที่ต้องการความโปร่งใส เช่น การบริจาคเงินให้กับองค์กรหรือบุคคลต่างๆ ก็จะมั่นใจได้ว่าเงินนั้นจะไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน
  3. ใช้ในการติดตามสินค้าต่างๆ เช่น การติดตามเส้นทางขนส่งของอาหารสดแต่ละชิ้น ก็จะทำให้ทราบได้ทันทีว่าวัตถุดิบรายการไหนถูกส่งออกมาจากฟาร์มแห่งใด, ขายไปยังลูกค้ารายใด, หมดอายุวันไหน รวมถึงหากเกิดปัญหากับสินค้าชิ้นนั้นๆ ก็สามารถสืบสวนไปถึงต้นตอได้ทันที เป็นต้น
  4. การสำรองข้อมูลย้อนหลังให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกทำลายหรือไม่ถูกเปลี่ยนแปลง ก็สามารถใช้ Blockchain ในการบันทึกข้อมูลที่ต้องการสำรองเอาไว้ได้
  5. ล่าสุดนี้ในประเทศไทย ก็มีการนำ Blockchain มาเปิดบริการการจัดเก็บเอกสารสำหรับใช้ทำสัญญาโดยเฉพาะแล้วเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าการนำ Blockchain มาใช้เหล่านี้ก็จะเน้นไปที่ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของข้อมูลเป็นหลักนั่นเอง

 

เรื่องราวของ Blockchain เชิงลึกยังมีมากกว่านี้อีกเยอะ

อันที่จริงแล้วทั้งหมดที่เล่ามานี้เป็นเพียงผิวของ Blockchain เท่านั้น และบางประเด็นของเทคโนโลยี Blockchain ในบทความนี้ก็มีเงื่อนไขต่างๆ อยู่บ้าง แต่ทางทีมงานก็พยายามจะเลือกเรื่องมาเขียนให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจง่ายที่สุดครับจึงต้องตัดอะไรออกไปเยอะพอสมควร สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆ เกี่ยวกับ Blockchain ก็จะมีหนังสือเล่มที่หลายๆ คนแนะนำกันก็คือ Blockchain Revolution https://www.amazon.com/Blockchain-Revolution-Technology-Changing-Business/dp/1511357673 นะครับ ลองไปหาซื้อมาอ่านกันได้ครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Techtalkthai

https://www.techtalkthai.com/introduction-to-blockchain-for-everyone-in-5-minutes/