Go Smart with Internet of Things (IoT) เทคโนโลยีชาญฉลาด ตอบโจทย์ Thailand 4.0



คำยอดฮิตของยุคนี้คงหนี้ไม่พ้น “Internet of Things หรือ IoT” เรียกได้ว่าในวงการไอทีตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเฉพาะในแง่มุมของการพัฒนาอินเตอร์เน็ตที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยการผสมผสานเทคโนโลยีกับอุปกรณ์และสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน จนทำให้มนุษย์สามารถพูดคุยกับอุปกรณ์ และสิ่งต่างๆ นับล้านชิ้นผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรในโรงงาน รถยนต์ เครื่องใช้ภายในบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เข้ามาช่วยทำให้การใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NETPIE) ได้ให้ความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้มีการวิจัยและพัฒนาระบบ IoT อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันได้มีการเปิดให้บริการ IoT แก่กลุ่มนักพัฒนาและผู้ที่สนใจให้สามารถใช้งานผ่าน Platform ของ NETPIE ได้ โดยมีผู้สนใจและให้การตอบรับเป็นจำนวนมาก ทั้งในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาครัฐบาล ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่นำเทคโนโลยีชาญฉลาดนี้ไปปรับใช้ในการทำงาน และชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างรายได้ โอกาส และความสะดวกสบายยิ่งขึ้น 


 

ภาพประกอบจาก NETPIE
 

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติหัวหน้าทีมพัฒนา NETPIE ได้ยกตัวอย่างผลงานการนำ IoT ผ่านนวัตกรรมดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและโครงการต่างๆ ดังนี้


 

Smart Industry



หลายๆ ภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีการตื่นตัว เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ Industry 4.0  โดยการนำ Internet of Things (IoT) เข้ามาช่วยทำให้อุปกรณ์ สิ่งต่างๆ หรือเครื่องจักร สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารถึงกันได้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนคนงาน ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพของสินค้า และลดความเสี่ยงจากการใช้งานของอุปกรณ์เครื่องจักรทีมีอันตรายสูง 



Smart City



ทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ยุค Internet of Things (IoT) โดยมีการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อมาปรับใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน และระบบต่างๆ ของเมืองมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ เมืองชิบะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้สร้าง “Kashiwa-no-ha”  เป็น Smart City ต้นแบบ “เมืองอัจฉริยะ” ที่เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนครบวงจร ยกตัวอย่างเช่น ระบบโดยสาร ใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด โดยมีรถยนต์ สกู๊ตเตอร์ จักรยาน ที่สามารถใช้ร่วมกันได้ กรณีฉุกเฉินก็มีรถยนต์ไฮบริดไว้สำรอง ไม่จำเป็นต้องมีรถส่วนตัว ระบบการบริหารพลังงานรูปแบบ eco-system ครบวงจรเป็นห้องควบคุมพลังงานทั้งหมดในเมืองสามารถแบ่งไฟแบ่งเป็นอาคารได้หากพลังงานไม่พอหากไฟดับจะอยู่ได้ถึง 3 วัน  เป็นต้น

หันกลับมาที่ประเทศไทยเราก็ไม่น้อยหน้าญี่ปุ่น ภาครัฐได้เริ่มจัดทำโครงการนำร่อง Smart City Phuket เมืองน่าอยู่ 2 แห่ง ประกอบด้วย เขตเทศบาลเมืองป่าตอง และเขตเทศบาลเมืองภูเก็ต ที่ได้นำเอาเทคโนโลยี IoT มาปรับใช้กับเมืองให้น่าอยู่ และปลอดภัย เราลองมาดูกันว่าเทคโนโลยี IoT เข้ามาช่วยทำอะไรได้บ้าง  



Smart Life



เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันเราเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน เมื่อเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตขอมนุษย์เปลี่ยนไปจากเดิม มนุษย์สามารถพูดคุยกับสิ่งของได้ สิ่งของสามารถพูดคุย และรู้ความต้องการของมนุษย์ได้  ซึ่งในอนาคตเทคโนโลยีจะพัฒนาถึงขั้นให้สิ่งของสามารถพูดคุยกันเองได้โดยไม่ต้องผ่านมนุษย์ เราลองมาดูกันว่า IoT แฝงตัวเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเราแล้วในรูปแบบไหนบ้าง 





จะเห็นได้ว่า Internet of Things (IoT) เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเรามากขึ้น ไม่ว่าจะที่ทำงาน ระหว่างการเดินทาง หรือภายในบ้าน  IoT เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการทำงาน และทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการมาของเทคโนโลยี IoT ที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ มีผลก่อให้เกิดความเสี่ยงภัย ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กรมากขึ้น การเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในยุคดิจิทัล