การ์ทเนอร์แนะ 3 แนวทางดิจิทัล แก้เกมธุรกิจฝ่าวิกฤตโคโรนา



การ์ทเนอร์ เผย “ธนาคารพัฒนาเอเชีย” ประเมินไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 สร้างความเสียหาย ไทยต้องเผชิญต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 5.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1.1% ของ GDP พร้อมแนะ 3 เรื่องด่วน CIO องค์กรนำเทคโนโลยีดิจิทัล วางแผนรับมือจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)

เทคโนโลยี ‘ดิจิทัล’ คือ ทางออกสำคัญในการใช้ขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้า เหล่าซีไอโอ (Chief Information Officer : CIO) ในองค์กรธุรกิจนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อวางแผนรับมือ เพิ่มความยืดหยุ่นการทำธุรกิจ รับมือผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เตรียมพร้อมสำหรับ ‘ภาวะฟื้นตัว’ และ ‘สร้างการเติบโต’ อย่างต่อเนื่องให้กับองค์กร

“การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มสร้างภาวะชะงักงันให้ภาคธุรกิจ หรือส่งผลกระทบมากขึ้น เสมือนกับเป็นการบุกรุกทางด้านไซเบอร์หรือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติต่อการดำเนินงานองค์กรให้เกิดความต่อเนื่อง” นางสาวแซนดี้ เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของ การ์ทเนอร์ กล่าว




พร้อมระบุว่า เมื่อช่องทางและการดำเนินธุรกิจแบบเดิม ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด จะส่งผลให้ ‘ช่องทางดิจิทัล’ ผลิตภัณฑ์และการดำเนินงาน มีคุณค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทันที ปลุกให้องค์กรต่างๆ ที่โฟกัสการดำเนินงานเป็นแบบวันต่อวัน เสียค่าใช้จ่ายลงทุนในธุรกิจดิจิทัล และเตรียมแผนความยืดหยุ่นการทำงานในระยะยาว สำหรับแผนระยะสั้น 3 ประการ เพื่อสนับสนุนลูกค้า พนักงาน และสร้างความเชื่อมั่นว่าการปฏิบัติงานจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง




1. ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อทำงานร่วมกัน

มาตรการกักกันต่าง ๆ และข้อจำกัดการเดินทางที่ดำเนินการโดยองค์กร เมืองและประเทศต่าง ๆ นั้นก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและภาวะหยุดชะงัก เนื่องจากถูกระงับหรือจำกัดในการดำเนินธุรกิจในองค์กรที่ยังไม่มีความสามารถนำระบบทำงานแบบระยะไกลมาปรับใช้ได้ ซีไอโอจำเป็นต้องหาโซลูชั่นชั่วคราวเพื่อแก้ไขสถานการณ์แบบระยะสั้น รวมถึงการระบุข้อกำหนดกรณีการใช้งาน เช่น การส่งข้อความทันทีเพื่อสื่อสารทั่วไป โซลูชั่นการแชร์ไฟล์ หรือ การประชุม และการเข้าถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ขององค์กร เช่น ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) และระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ในขณะที่ต้องทบทวนการเตรียมการด้านความปลอดภัยทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลได้อย่างปลอดภัยองค์กรยังต้องจัดการกับปัญหาการขาดแคลนพนักงานเพื่อประคับประคองการดำเนินงานขั้นพื้นฐาน ซีไอโอสามารถทำงานร่วมกับหัวหน้าทีมต่าง ๆ ดำเนินการวางแผนกำลังคนเพื่อประเมินความเสี่ยงและระบุช่องว่างการจัดบุคลากร เช่นการระบุพื้นที่บริการต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อองค์กร โดยซีไอโอต้องสามารถทราบได้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัล อย่าง AI สามารถนำมาใช้ในการทำงานอัตโนมัติได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ใช้ในการคัดกรองผู้สมัครและให้บริการลูกค้า

2. ใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการติดต่อสื่อสาร

มีหลายองค์กรนำแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้ติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เช่น เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของแบรนด์ตลาดซื้อ-ขายออนไลน์และโซเชียลมีเดีย แต่การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าแบบออฟไลน์ยังคงมีบทบาทสำคัญ การทำงานร่วมกันในสถานที่ทำงาน โซลูชั่นการประชุมผ่านวิดีโอ และไลฟ์สตรีมมิ่ง สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและกิจกรรมการขายที่หลากหลาย องค์กรควรเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถบริการตนเองผ่านช่องทางออนไลน์ อย่าง มือถือ โซเชียล ตู้ kiosk หรือใช้ระบบตอบสนองอัตโนมัติด้วยเสียง (IVR) ในช่องทางต่าง ๆ “มูลค่าของช่องทางดิจิทัลจะเพิ่มขึ้นเมื่อความต้องการของตลาดลดลงและในขณะที่ผู้คนเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นในการหาซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางดิจิทัล เช่น ตลาดซื้อ-ขายออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลเพื่อชดเชยการหายไปของปริมาณความต้องการซื้อสินค้าบางส่วน” นางสาวเฉินกล่าวเพิ่มเติม “องค์กรสามารถสร้างเพจ หรือ บัญชีอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าและช่วยสร้างยอดขายผ่านออนไลน์ได้ โดยควรพัฒนาหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็วเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการขายผ่านช่องทางดิจิทัล"

3. สร้างแหล่งข้อมูลหลักที่เชื่อถือให้พนักงาน

ข้อมูลที่สร้างความสับสนจากแหล่งที่มาที่ไม่ได้รับการรับรอง หรือการขาดข้อมูลสนับสนุน อันนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เข้าใจบริบทของข้อมูลอย่างถ่องแท้ สร้างความวิตกกังวลให้แก่พนักงานและการเตรียมแผนรับมือตอนกลับเข้าสู่โหมดการดำเนินงานในภาวะปกติขององค์กร ซึ่งความวิตกกังกลดังกล่าวบรรเทาลงได้หากองค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลมาช่วยในการตัดสินใจได้ดีขึ้น และสื่อสารความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพต่อพนักงาน “องค์กรสามารถนำเสนอเนื้อหาที่คัดสรรมาจากแหล่งที่มาภายในและภายนอกองค์กร เพื่อให้คำแนะนำแก่พนักงานนำไปปรับใช้ได้ โดยแหล่งข้อมูลเหล่านี้จะรวมไปถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลท้องถิ่น หน่วยงานและองค์กรด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยผู้นำฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายการสื่อสารองค์กรต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเนื้อหา และตีความนโยบายต่าง ๆ ของ บริษัท อย่างรอบคอบ


เรียบเรียงข้อมูล และรูปภาพจาก
ThansettakijBangkokbiznews