สรุปทุกประเด็นเกี่ยวกับ 5G เทคโนโลยีแห่งปี 2020 ที่ทุกคนต้องรู้จัก



หลังจากจบการประมูลไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้กระแส 5G ตื่นตัวมากยิ่งขึ้น เพราะมันจะไม่ใช่แค่ระบบเครือข่ายบนโทรศัพท์แล้ว แต่จะยังถูกใช้งานกว้างขวางมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารหรือคำสั่งทางไกลอย่างไร้ความหน่วง เช่น การควบคุมรถยนต์ไร้คนขับ การผ่าตัดระยะไกล หรือแม้แต่การประชุมในบริษัทเป็นต้น นับเป็นเทคโนโลยีแห่งปีที่ทุกคนต้องรู้จักครับ

5G คืออะไรหนอ?

คำนิยามที่เข้าใจง่ายที่สุดของ 5G คือมาตรฐานเครือข่ายใหม่โดยปกติแล้วมาตรฐานเครือข่ายจะมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เช่น 4G ที่พัฒนาเรื่องความเร็ว และความเสถียรที่มากกว่า 3G แต่สำหรับ 5G นั้นมีความซับซ้อนมากกว่าแค่เรื่องความเร็วในแบบที่แล้วๆ มา

เครือข่าย 5G นั้นมีความเร็วที่สูงมาก ขนาดโหลดหนังเรื่องหนึ่งเสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น แต่ปัญหามันอยู่ที่ช่วงสัญญาณของ 5G ค่อนข้างสั้น ถ้าเทียบคือสามารถครอบคลุมสวนสาธารณะนครนิวยอร์กได้ แต่ไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งเมือง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของคลื่นที่นำมาใช้อีกที
 


ภาพ New York Park Center

5G จะแรงกว่า Wi-Fi หรือไม่?

แรงกว่า ในบางบริบท เช่นหากเทียบกับ Wi-Fi ที่ในพื้นที่นั้นมีผู้ใช้งาน Wi-Fi เป็นจำนวนมาก (แย่งแบนด์วิธกัน) ก็ทำให้ความเร็วตกลงได้เป็นธรรมดา แต่การออกแบบ 5G นั้นถูกพัฒนาให้มีการส่งปริมาณข้อมูลในขณะที่มีคนใช้งานเยอะได้ดียิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าจะช่วยลดความแออัดของเครือข่ายลงได้เป็นอย่างมาก และมีโอกาสสูงที่คุณจะได้รับการเชื่อมต่อที่เสถียรและรวดเร็วบนเครือข่าย 5G

ใช้ประโยชน์อะไรจาก 5G ได้บ้าง?

นอกจากความแรงและความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลแล้ว อีกหนึ่งข้อสำคัญของ 5G เลยคือค่าความหน่วงหรือ latency ที่ต่ำมาก โดยเฉลี่ยของ 4G จะอยู่ที่ 30-50ms ในขณะที่ 5G นั้นจะเหลือเพียง 3-5ms หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งทางเครือข่าย Deutsche Telekom ได้ทดสอบ 5G ในช่วงแรกพบว่าได้ค่าความหน่วงเพียง 3ms เท่านั้น (เพียงแต่ว่าบางคนก็บอกว่าค่า latency ที่ต่ำมันวัดเฉพาะระหว่างเสากับเครื่องเท่านั้น แต่ถ้า 4G ก็วัดแบบเดียวกัน มันก็ถือว่าเร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะนะ)

แล้วมันดียังไงล่ะ?

ค่าความหน่วงต่ำ หมายถึงความดีเลย์ที่ต่ำลง เช่น หากเรากำลังรับชมถ่ายทอดสดกีฬา ก็เหมือนเรากำลังรับชมกีฬาในเวลานั้นอยู่จริง หรือหากเป็นสายเกมก็มีการดีเลย์ในการแสดงผลที่น้อยลงยิ่งกว่าเดิม

แต่นอกจากในแง่ของบันเทิงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญกำลังปรับใช้ 5G กับรถยนต์ไร้คนขับที่สามารถสั่งงานจากทางไกลได้ อย่างเช่น หากต้องการเบรก หรือต้องการเปิดไฟเลี้ยว เลี้ยวรถ ก็สามารถทำได้ทันทีโดยไม่มีความหน่วงเลย (อารมณ์เหมือนเราขับเอง) หรือแม้แต่ในวงการแพทย์ 5G ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ล่าสุดจีนสามารถพัฒนาเครื่องมือผ่าตัดระยะไกลที่สามารถควบคุมผ่าน 5G ได้อีกด้วย

5G จะไม่ใช่แค่เรื่องของอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์อีกต่อไป แต่มันสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อีกหลากหลายเลยล่ะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.beartai.com/article/tech-article/406915