ธุรกิจบริการ : “รู้จัก-พร้อมรุก-ตั้งรับ” ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนที่มีกำหนดจะรวมตัวเป็นประชาคมอันหนึ่งอันเดียวกันในปี 2558 ซึ่งจะเอื้อให้เศรษฐกิจของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สังคมและประชากรภายใน
อาเซียนมากขึ้น โดยผ่านกลไกการเปิดเสรี 5 ด้าน ได้แก่ การเปิดเสรีการค้าสินค้า การเปิดเสรีการลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรียิ่งขึ้น และการเปิดเสรีการค้าบริการ นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยในสาขาธุรกิจบริการควรจะรู้จักความสำคัญของการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อเตรียมความพร้อมในการประเมินศักยภาพธุรกิจและวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจรองรับสภาวะตลาดที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่การตั้งรับการแข่งขันที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาด รวมทั้งในแง่การมองหาลู่ทางขยายธุรกิจรุกตลาดอาเซียนที่มีแนวโน้มเปิดกว้างรับธุรกิจบริการของชาวอาเซียนมากขึ้น
• รู้จัก : ประเด็นน่ารู้เกี่ยวกับการเปิดเสรีบริการอาเซียน
ความตกลงว่าด้วยการบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) มีประเด็นสำคัญ คือ การยกเลิกข้อจำกัดในการค้าบริการระหว่างกันในภูมิภาคอาเซียนให้มากกว่าที่ประเทศสมาชิกได้ผูกพันไว้ในความตกลงการค้าบริการภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (GATS) ทั้งการเปิดเสรีในเชิงลึกมากขึ้นซึ่งก็คือการขยายเพดานสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนชาติอาเซียนอื่นในแต่ละประเทศอาเซียน ซึ่งกำหนดเป้าหมายการเปิดเสรีไว้ที่สูงสุดร้อยละ 70 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยมีสาขาบริการเร่งรัดการเปิดเสรีในปี 2553 จำนวน 4 สาขาได้แก่ สาขาโทรคมนาคมและสาขาคอมพิวเตอร์ (e-ASEAN) สาขาบริการสุขภาพ สาขาท่องเที่ยว และสาขาบริการขนส่งทางอากาศ จากนั้นจะมีการเปิดเสรีสาขาบริการโลจิสติกส์ในปี 2556 และทยอยเปิดเสรีสาขาบริการอื่นๆ ภายในปี 2558 นอกจากนี้ กรอบการเปิดเสรีบริการอาเซียนยังตั้งเป้าขยายการเปิดเสรีในเชิงกว้างซึ่งจะทยอยเปิดเสรีบริการสาขาย่อยในแต่ละสาขาบริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
สำหรับความคืบหน้าในการเปิดเสรีภาคบริการตามเป้าหมายที่สมาชิกอาเซียนได้ตกลงกันไว้นั้น พบว่า หลายประเทศอาเซียนค่อนข้างเปิดเสรีธุรกิจบริการในประเทศรับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ CLM ซึ่งเปิดเสรีการลงทุนธุรกิจบริการให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้เป็นสัดส่วนสูงสุด 100% ขณะที่สิงคโปร์ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้างรับการลงทุนจากต่างชาติโดยธุรกิจส่วนใหญ่ พบว่า นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้เป็นสัดส่วนสูงสุดถึง 100% ยกเว้นบางสาขาธุรกิจ อาทิ สาขาธุรกิจ Media เป็นต้น สำหรับประเทศอื่นๆ ยังไม่มีความคืบหน้าในการผ่อนคลายเพดานสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติชัดเจนมากนัก ทั้งนี้ ล่าสุดธนาคารโลกได้ทำการศึกษาระดับการเปิดเสรีการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในสาขาธุรกิจสำคัญของ 87 ประเทศทั่วโลกในรายงาน Investing Across Borders 2010 พบว่า ประเทศอาเซียนมีระดับการเปิดเสรีการลงทุนของต่างชาติในระดับที่แตกต่างกัน โดยจากสาขาธุรกิจบริการ 5 สาขาสำคัญ อาทิ โทรคมนาคม การขนส่ง มีเดีย การก่อสร้าง/ท่องเที่ยว/ค้าปลีก และบริการสุขภาพ/การกำจัดขยะ พบว่า กัมพูชามีระดับการเปิดให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจบริการเป็นสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ตามลำดับ
ที่มา: Investing Across Borders Database