การก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ส่งผลให้ธุรกิจไทยที่ดำเนินกิจการภายในประเทศได้รับทั้งผลดีและผลกระทบในเชิงลบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งจุดแข็ง/จุดอ่อนของธุรกิจ ความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการ ความพร้อมและความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัยความเสี่ยงธุรกิจ บมจ.ธนาคารกรุงไทย พบว่าธุรกิจไทยส่วนใหญ่ยังมีความได้เปรียบ โดยมีธุรกิจสำคัญที่จะได้รับผลบวกอยู่ถึง 35 ธุรกิจ ขณะที่มีธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในเชิงลบรุนแรง 11 ธุรกิจ ดังนี้
|
ธุรกิจการเกษตร
|
|
ประเภทสินค้า
|
เหตุผล
|
| 1. |
อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน
(ยกเว้นปาล์มบริสุทธิ์) |
อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเสียเปรียบมาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงกว่า อย่างไรก็ดี ปัจจุบันแม้ว่าอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากชาติอาเซียนจะเหลือร้อยละ 0 แต่อนุญาติให้เฉพาะองค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้นำเข้าแต่เพียงผู้เดียว |
| 2. |
ผลิตภัณฑ์กาแฟ |
การนำเข้าเมล็ดกาแฟคั่วยังคงอัตราภาษีร้อยละ 5 แต่สำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟอัตราภาษีร้อยละ 0 ไทยเสียเปรียบเวียดนามในส่วนเมล็ดกาแฟ และเสียเปรียบมาเลเซียในด้านกาแฟสำเร็จรูป |
|
ธุรกิจอุตสาหกรรม
|
| 3. |
รองเท้าและชิ้นส่วน |
ผู้ประกอบการของไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจรุนแรง ทำให้ต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้น และมีผลให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่มีค่าแรงต่ำกว่า โดยเฉพาะพม่าซึ่งมีศักยภาพสูงหลังเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ สินค้าจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนซึ่งได้เปรียบด้านความพร้อมของวัตถุดิบ และค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าจะเข้ามาแข่งขันในประเทศมากขึ้น |
| 4. |
เครื่องใช้สำหรับเดินทาง |
อุตสาหกรรมเครื่องใช้สำหรับเดินทางของไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทำให้ต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้น และมีผลให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่มีค่าแรงต่ำกว่า นอกจากนี้ สินค้าจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนซึ่งได้เปรียบด้านความพร้อมของวัตถุดิบ และค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า จะเข้ามาแข่งขันในประเทศมากขึ้น |
| 5. |
เสื้อผ้าสำเร็จรูป |
ตลาดภายในประเทศประสบปัญหาด้านการแข่งขันกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่จะมีการนำเข้าจากประเทศสมาชิก เช่น เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย ขณะที่ต้นทุนการผลิตของไทยสูงขึ้นจากค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนการผลิตอื่นๆที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาขายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs จะประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพสูงจะปรับตัวหันไปขยายการลงทุนในประเทศ CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam) |
| 6. |
เคมีภัณฑ์ |
ปัจจุบันสินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ของไทยเสียเปรียบดุลการค้าประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยมีสัดส่วนการนำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่าการนำเข้ารวม ผลจาก AEC คาดว่าจะทำให้มีการนำเข้าเคมีภัณฑ์เข้ามาแข่งขันมากขึ้น โดยประเทศคู่แข่งที่สำคัญ ได้แก่สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย |
| 7. |
เหล็กและโลหะ |
เหล็กของไทยส่วนใหญ่นำเข้าจากญี่ปุ่น จีนและเกาหลีใต้ และมีการนำเข้าจากอาเซียนเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อภาษีนำเข้าระหว่าง AEC เป็น 0% ทำให้มีการนำเข้าเหล็กจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้ามาแข่งขันมากขึ้น |
| 8. |
โทรคมนาคม |
ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ และกฎระเบียบบางอย่างยังไม่ชัดเจน จึงเป็นอุปสรรคในการลงทุน กอปรกับ การเปิดเสรีอาเซียนอนุญาตให้นักลงทุนของประเทศในกลุ่มเข้ามาถือหุ้นได้เพิ่มเป็นร้อยละ 70 จากเดิม 50 ขณะที่ศักยภาพในการเข้าไปลงทุนหรือแข่งขันในประเทศต่าง ๆ เช่น พม่า กัมพูชา ยังด้อยกว่าสิงคโปร์ซึ่งมีความได้เปรียบทางด้านบุคลากรและการสนับสนุนจากภาครัฐ |
|
ธุรกิจบริการ
|
| 9. |
ขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก |
ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็นSMEs มีความเสียเปรียบทางด้านเงินทุน และระบบการบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งทักษะด้านภาษาเมื่อเปรียบเทียบกับ สิงคโปร์ ที่มีความพร้อมในด้านเงินทุนและ Knowhow รวมทั้งบุคลากรที่มีความพร้อมมากกว่า |
| 10. |
ขนส่งทางอากาศ |
ผู้ประกอบการไทยมีความเสียเปรียบทางด้านเงินทุน เทคโนโลยีและเครือข่าย ขณะที่ สิงคโปร์ มีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหนือประเทศในกลุ่ม AEC |
| 11. |
บริการโลจิสติกส์ |
การเปิดเสรีการบริการโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในกลุ่ม AEC สามารถเข้ามา ดำเนินธุรกิจถือหุ้นร้อยละ 70% ในไทยได้ อาทิ สิงคโปร์ และมาเลเซียที่มีทักษะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการและมีเครือข่ายหรือขอบเขตการให้บริการที่กว้างขวางทั่วโลก รวมถึงมีเทคโนโลยีและการให้บริการแบบครบวงจร |
ที่มา : ฝ่ายวิจัยความเสี่ยงธุรกิจ บมจ.ธนาคารกรุงไทย (พฤษภาคม 2555)